นิพพานชาตินี้กันเถอะ http://www.dantipnippan.com

 

สัญญาณความรู้จากจิตผู้บริสุทธิ์ “..องค์ปฐม..”  

“จงเบื่อหน่ายการเรียนรู้ รีบกลับสู่แดนทิพย์นิพพานกันเถอะลูกเอ้ย”

  


 (ความรู้นอกตำรา ใบไม้ในป่า)

    “...มนุษย์ธรรมดาสามัญก็นิพพานได้ นำจิตสู่แดนทิพย์อมตะสุขสวรรค์นิรันดรได้  ไปได้ทุกคน ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ทุกดวงจิต ไม่ต้องออกจากเรือน ไม่ต้องไปเป็นนักบวช หรือมุ่งเน้นการปฏิบัติทางกาย ไม่ต้องเป็นพระภิกษุก่อน ไม่ต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างก่อน ถึงจะได้คำว่านิพพาน และถ้าจะนิพพานชาตินี้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าเจ้ากรรมนายเวร หรือจะต้องรับกรรมเพิ่มมากยิ่งขึ้น อันนี้ไม่เกี่ยวกันนะ จงทำจิตให้แจ้ง(เข้าใจ) นิพพานเป็นเรื่องของจิต ให้เข้าใจถึงความจริงของธรรมชาติ เข้าสู่สถานที่ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยวิธีง่ายๆ ลัดๆ สั้นๆ ด้วยการตั้ง จิตอธิษฐานตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนะลูกเอ้ย..

 

 
.” ตั้งจิตอธิฐาน ประกาศสัจจะต่อฟ้าดิน ว่าไม่ขอเกิดอีกแล้ว  “.

        ขออาราธนาพลังบุญความดี รัศมีกำลังฤทธิ์ สิทธิอำนาจเฉียบขาด ฉับพลัน ของอดีตพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ กลั่นเป็นดวงบุญใสใหญ่โตมโหฬารมหาศาลเป็นล้านล้านอสงไขยกัปเท่า เปี่ยมล้นด้วยพลังบุญพลังปัญญา ของพระพุทธเจ้ารวมกัน ราดรดลงมาสู่จิตของลูก ขอให้จิตของลูกมีพลังบุญพลังปัญญา มีความเข้มแข็งกล้าหาญอดทนตลอดไป ลูกขอพ้นจากความทุกข์ในชาตินี้เท่านั้น ลูกไม่ขอเกิดอีกแล้ว เพราะการเกิดมีแต่ความทุกข์ ต้องแก่ เจ็บ และตายไปในที่สุด ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสลายไปในที่สุด ทุกสิ่งเป็นเพียงสมมุติ โลกนี้ว่างเปล่า ถ้าลูกถึงอายุขัยถึงวันตายเมื่อใด ลูกขอไปอยู่กับจิตกายทิพย์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บนแดนทิพย์อมตะสุขสวรรค์นิรันดรในชาตินี้ด้วยเถิดเจ้าข้า..”   

       การตั้งจิตอธิษฐาน เป็นทั้งสัจจะบารมีและอธิษฐานบารมี อันประกอบไปด้วยปัญญาบารมี การที่เจ้าจะตั้งจิตเป็นสัจจะวาจาประกาศออกไปดัง ก้องฟ้าก้องแผ่นดิน ให้โลกได้รับรู้ ชาวโลกทิพย์ผู้มีหน้าที่ควบคุมบัญชีบุญ และบัญชีบาป จักได้จดบันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า จิตของพวกเจ้าต้องการสิ้นทุกข์...ออกจากการเวียนว่ายตายเกิดในชาตินี้ นั่นคือสิ่งที่พวกเจ้าควรปรารถนามากกว่าสิ่งใดๆ ในโลกใบนี้  เมื่อพวกเจ้าทั้งหลายได้ตั้งจิตประกาศความประสงค์ ที่จะออกจากความทุกข์เป็นสัจจะวาจาแล้ว จะต้องคอยซ้ำ ย้ำเตือนจิตของตนเองในทุกวันทุกคืนนั่นก็คือ..ตั้งจิตอธิษฐาน จงทำความเข้าใจในจิตกันเสียใหม่ทั้งหมดว่า บุญ...แปลว่า ความดี  บารมี...แปลว่า กำลังใจ  อธิษฐาน...แปลว่า ตั้งมั่น ตั้งจิตให้เด็ดเดี่ยว ทำอะไรอย่าง จริงจัง มุ่งมั่นที่จะให้สำเร็จตามความประสงค์ ในภาษามนุษย์ทั่วไปเรียกว่า เป้าหมาย  สัจจะ...แปลว่า ความจริง  บรรลุธรรม...แปลว่าเข้าใจดีแล้ว, ไม่มีอะไรสงสัยในคำสอนของพระพุทธเจ้า ธรรมะ..คือธรรมชาติ ความเป็นธรรมชาติย่อมไม่เที่ยง นิพพาน..แปลว่าดับ สูญ ว่าง จากสิ่งสมมุติทั้งปวง ในเมื่อจิตอัน ประกอบไปด้วยสติและปัญญาของพวกเจ้า ได้มองเห็นความทุกข์ อันเกิดจากความไม่เที่ยงของรูปร่างกายคน สัตว์ ทุกสิ่งในโลก เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แปรปรวนเปลี่ยนแปลง ดับสลายไปในที่สุดทั้งหมดทั้งสิ้น... การมองเห็นโทษภัยของการเวียนว่ายตายเกิด(บาลีเรียกว่าวัฏฏะจักร) อันเต็มไปด้วยความทุกข์อย่างไม่จบสิ้น ความทุกข์ที่เกิดจากการมี รูปร่างกายคน สัตว์ ร่างกายที่ไม่คงทนเต็มไปด้วยโรคภัยไข้เจ็บ เต็มไปด้วยความสกปรก เต็มไปด้วยภาระหน้าที่ และในที่สุดมันก็ดำเนินไปสู่ความแก่ เจ็บตาย ก็มีอยู่เท่านั้นแห่งการได้เกิดมามีชีวิต และการพิจารณาด้วยจิตอย่างนี้ทุกวันๆ(ตั้งจิตอธิษฐาน) จนจิตเกิดความชำนาญและเคยชิน เข้าใจเหตุในผลว่า เราตั้งจิตอธิษฐานไปทำไม เพื่ออะไร ใครบังคับให้เราทำรึ.. ไม่มีใครบังคับเราให้ตั้งจิตอธิษฐานหรอก เราไม่อยากเกิดมามีความทุกข์ในโลกนี้อีกแล้ว นั่นแหละเรียกว่า...ปัญญา ในภาษาของพุทธศาสนาเรียกว่า วิปัสสนาญาณ(รู้แจ้งในสิ่งที่คิดพิจารณา)

   ... จิตที่มีปัญญา...ย่อมมองเห็นสัจจะธรรม คือความจริงแท้แน่นอนของ ธรรมชาติที่เกิดและดับ การที่เอาจิตไปยึดเกาะอยู่ในสิ่งที่เกิดและดับ ไม่เที่ยง หลงยึดเอาว่า เป็นเรา เป็นของเรา พ่อแม่เรา ลูกเรา เมียเรา สามีเรา บ้านเรา รถเรา แผ่นดินของเรา โลกของเรา ประเทศของเรา ศาสนาของเรา สำนักของเรา วัดของเรา อาจารย์ของเรา ศิษย์เรา ตัวเราของเรา ด้วยความที่พวกเจ้าทั้งหลาย ไม่ยอมเข้าใจในความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ ทุ กๆ อย่างที่มีอยู่ในโลก พวกเจ้าจึงต้องมีความทุกข์จวบจนทุกวันนี้ และก็ต้องทุกข์อย่างไม่มีวันจบสิ้น ถ้าพวกเจ้ายังไม่ยอมรับในสติปัญญาของผู้ที่เคยทำหน้าที่เป็นพระพุทธเจ้า ผลที่จะได้รับจากการที่มีจิตดื้อด้านต่อต้านความรู้อันบริสุทธิ์ นั่นก็คือ..ความทุกข์จากโทษภัยอันตรายในวัฏฏะ...บุคคลใดมองเห็นสัจจะธรรม อันเป็นธรรมชาติ ตามสัญญาณความรู้ นี้ต้องคอยซ้ำย้ำเตือนจิตให้คิดพิจารณาตามคำตั้งจิตอธิษฐานตามตำราเล่มนี้ แล้วตรวจสอบด้วยจิตคิดดูว่า การตั้งจิตอธิฐานนี้ มีเหตุมีผลอันประกอบไปด้วยสติปัญญาหรือไม่ อันบุคคลใดที่พิจารณาอย่างนี้แล้ว เข้าใจในความเป็นธรรมดาของธรรมชาติ จนจิตเบื่อหน่ายสูงสุด ด้วยสติและปัญญา แล้วคิดที่จะออกจากมันคือ..ปฏิเสธในการที่จะต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย แบบนี้อีก ในหลักการ ของพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า “ผู้ใดมองเห็นความทุกข์ ผู้นั้นมอง เห็นธรรม คำว่า..ธรรม..ในที่นี้หมายถึงธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ ดับสลาย ไปในที่สุด”...“ผู้ใดมองเห็นธรรม ผู้นั้นมองเห็นตถาคต หมายความว่า...ผู้ใดมองเห็นธรรมชาติ ที่เกิดและดับไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราในโลกใบนี้ ทั้งความสุขและความทุกข์ก็ยังไม่เที่ยง จิตคิดพิจารณาตามตำราเล่มนี้ จนจิตเบื่อหน่ายชื่อว่า..ผู้นั้นเข้าใจในคำสอนของพระพุทธเจ้านั่นเอง..” ภาษาบาลี เรียกว่า บรรลุธรรม หรือทำจิตให้แจ้งได้แล้วซึ่งคำว่า นิพพาน ลูกรักทั้งหลายผู้เป็นชาวพุทธ ที่ยังขาดกำลังใจ ขาดความเชื่อมั่นใน ความดีสูงสุดของตนเอง ก็จงตั้งจิตคิดพิจารณาตามคำอธิฐานนี้ทุกวันทุกคืน จนกว่าจะมั่นจิตมั่นใจในตนเองว่า ไม่ต้องการเกิดมามีชีวิตที่ต้องแก่ เจ็บ ตาย อีกแล้ว นั่นแหละเรียกว่า กำลังใจเต็ม  สถานที่ที่พวกเจ้า..จะนำจิตกายทิพย์ไปอาศัยอยู่ในชีวิตหลังความตายในชาตินี้แล้ว ไม่ต้องกลับมาสู่สภาวะการเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้นมีอยู่ ในหลักของพุทธศาสนาเรียกว่า สถานที่ที่ไม่เกิด แก่ เจ็บ ตาย ชาวคริสต์ อิสลามเรียกว่า สวรรค์นิรันดร...น่าเสียดายที่ลูกของพ่อผู้เป็นชาวพุทธ ส่วนใหญ่เข้าใจว่า นิพพานหรือพระนิพพานนั้นเป็นสถานที่อยู่อาศัยสำหรับผู้พ้นจากความทุกข์ได้แล้ว และเข้าใจผิดอย่างมากมายว่า ผู้ที่เป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจนเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น จึงจะได้คำว่านิพพาน  เหตุนี้ชาวพุทธส่วนใหญ่จึงยกคำว่า นิพพาน, พระนิพพานเป็นสิ่งสูงส่ง สูงค่า จนไม่กล้าคิด..จึงสั่งจิตของตนเองว่า เราบุญน้อย บารมีไม่พอ นิพพานไม่ ได้หรอก คำว่านิพพานนั้น แปลเป็นภาษาไทยแล้วก็คือ ผู้มีจิตเบื่อหน่ายความ ทุกข์ ไม่ปรารถนาการเกิดแก่เจ็บตายอีกแล้วก็เท่านั้นเอง... แดนทิพย์อมตะสุขตลอดกาล เป็นสถานที่อยู่อาศัยแห่งจิตของผู้ที่ไม่ต้องการเกิดอีก จึงควรเรียกสถานที่แห่งนั้นว่า “สวรรค์นิรันดร” เพียงแต่พ่อ ต้องการให้ครอบคลุมในทุกศาสนาทุกลัทธิ ฉะนั้นสัญญาณความรู้ในตำราทุกเล่มที่เขียนขึ้นมา จะใช้คำว่า แดนทิพย์นิพพานสวรรค์นิรันดร หรือจะเรียกว่า สวรรค์นิพพานก็ได้ ซึ่งก็คือ สถานที่ อยู่อาศัยของจิตกายทิพย์ของผู้มีจิตประกอบแล้วด้วยความเบื่อหน่าย ในการเวียนว่ายตายเกิดยังโลกมนุษย์สมมุติใบนี้ตลอดกาลลูกเอ้ย... จิตกายทิพย์ผู้บริสุทธิ์ หรือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ถ้าลูกคนใดยังไม่ เข้าใจ ก็ จงสอบถามจนกระทั่งเกิดคำว่าเข้าใจดีแล้ว ถึงคำว่าจิตผู้บริสุทธิ์  ก็คือสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุด ผู้มีจิตหลุดพ้นจากสิ่งสมมุติในโลก ในแดนทิพย์สวรรค์ พรหมได้แล้ว จิตปรารถนาเฉพาะคำว่า แดนทิพย์อมตะสุขตลอดกาล จึงเป็นจิตรู้ที่บริสุทธิ์อยู่บนสถานที่ไม่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตายตลอดกาล สถานที่แห่งนั้นว่างเปล่า บรมสุข ไม่มีเชื้อชาติ ศาสนา ไม่มีแม้กระทั่งคำว่า ศาสดา หรือสัมมาสัมพุทธเจ้า มีแต่เพียงคำว่า จิตผู้บริสุทธิ์ หรือตามหลักของพุทธะก็คือ จิตผู้ใดที่หลุดพ้นจากพันธนาการของโลกสมมุติได้แล้ว จิตผู้นั้นเป็นจิตพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้ว่างเปล่า จากสิ่งสมมุติทั้งปวง มีอยู่ในทุกหนทุกแห่งทั่วโลก ทั่วจักรวาล ชาวพุทธที่เข้าใจดีแล้วเรียกว่า จิตนิพพาน ชาวคริสต์ อิสลาม อาจจะเรียกว่า ชีวิตนิรันดร หรือพระเจ้า ส่วนผู้ใดที่ไม่ยึดติดในเชื้อชาติ ศาสนา หรือตำราของท่านผู้ใด ก็อาจจะเรียกว่า จิตจักรวาล หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า จิตอมตะ จิตกายทิพย์เทวดา นางฟ้า คือจิตของผู้ที่เคยทำความดีในทาน ศีล หรือบัญญัติ การสวดมนต์ หรือขอพรพระเจ้า หรือชอบภาวนาเล็กๆ น้อยๆ ใน หลักของพุทธศาสนา จิตเกาะมั่นคงดีแล้วในสิ่งที่ทำที่เรียกว่าความดี เมื่อตาย จากความเป็นคนสัตว์ ย่อมนำจิตของตนให้ เกาะในความดี ที่เคยทำจิตดวง นั้นย่อมไปรับผลแห่งความดี ที่มีชื่อว่า ทิพย์สมบัติ มีจิตกายทิพย์เป็นเทวดา นางฟ้า พักทุกข์ชั่วคราวอยู่ในสวรรค์ชั้นต่างๆ ตามจินตนาการของจิตดวงนั้นยึด เกาะความเชื่อหรือ ศาสนาใดที่สอนสั่งไว้ จิตคิดอย่างไร ด้วยอำนาจแห่งความ ดีจะมีรูปกายทิพย์ปรากฏสำเร็จแก่จิตท่านผู้นั้นทันที และเมื่อหมดบุญความดี ในสมัยที่ได้ทำในโลกมนุษย์ ก็ต้องนำจิตที่กำลังเสวยทิพย์สมบัติชั่วคราวนั้น กลับไปเวียนว่ายตายเกิดในโลก สร้างผลแห่งกรรมดีและไม่ดีใหม่อีก มีสุข และทุกข์เป็นรางวัล และแก่ เจ็บ ตาย ไปในที่สุด  ส่วนจิตใดที่ไม่ได้เกาะในบุญความดี เมื่อตายไปแล้วจิตที่เศร้าหมอง เรียกจิตนั้นว่า สัมภเวสี ผีเร่ร่อน, เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดรัจฉาน, ถ้าจิตดวงนั้นเศร้าหมองมากๆ ต้องไปรับทุกข์เวทนาในนรก ก็เรียกจิตดวงนั้นว่า สัตว์นรก.. จิตกายทิพย์พรหม คือจิตของผู้ที่เกาะคุณความดีทางด้านการภาวนา นึกถึงคำภาวนา ตามแต่ลัทธิ ศาสนาของตนที่นับถือ จนกระทั่งจิตสงบระงับจาก ความคิดฟุ้งซ่าน วุ่นวายในโลกที่ไม่ก่อเกิดประโยชน์ คิดไปก็เท่านั้น จิตท่านผู้ ใดสงบระงับจากความวุ่นวายพอสมควร จนกระทั่งจิตสงบระงับถึงขั้นละเอียด สูงสุด ตามภาษาบาลีเรียกว่า จิตทรงฌาน(ตั้งแต่ฌานที่ ๑- ๘ รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔) คือจิตดวงใดมั่นคงอยู่ในความสงบระงับได้อย่างรวดเร็ว(เข้า - ออกฌานได้อย่างชำนาญ) คือพอนึกปั๊บ จิตก็สงบระงับได้ในทันใด ตั้งแต่ฌาน ๑ ขึ้นไปในแต่ละวัน นั่นแหละคน สัตว์ผู้ใดทำได้อย่างนั้น เมื่อตายจากความเป็นคนสัตว์ จิตของท่านผู้นั้น ก็จะได้ รับผลแห่งความดี ไปเป็นจิตกายทิพย์พรหม(ผู้ชอบสงบ ผู้รักษาจิตทรงไว้ซึ่งความสงบระงับ หรือผู้ทรงอารมณ์จิตเป็นอุเบกขา เฉยๆ นิ่งๆ) เมื่อจิตดวงใดสงบระงับในความดีได้นาน ก็ยิ่งจะได้รับผลแห่งการทรงความดีสูง จิตผู้นั้นก็จะมีอายุทิพย์ยืนนาน จนกว่าจะหมดอายุทิพย์ที่ได้รับ... เมื่อจิตกายทิพย์พรหม หมดบุญความดี อันเกิดจากการภาวนาหรือทำจิตให้สงบระงับจากความฟุ้งซ่านได้ในสมัยที่เป็นมนุษย์ ก็ต้องนำจิตของตน กลับไปสู่สภาวะการเวียนว่ายตายเกิด ชดใช้ผลกรรมทั้งที่ดีและไม่ดี ที่ได้กระทำไว้แล้วในอดีตชาติที่ผ่านมา มีสุขมีทุกข์ไม่มีที่สิ้นสุด สร้างกรรมดีและกรรมไม่ ดีใหม่อีกต่อไป จนกว่าจิตดวงนั้น จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในโลก ที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์อย่างไม่รู้จักจบสิ้นต่อไป.. วิปัสสนาญาณ ก็คือการใคร่ครวญคิดพิจารณานั่นเอง จิตดวงใดคิด พิจารณาจนมองเห็นด้วยปัญญาว่าสิ่งใดๆ ในโลก ล้วนว่างเปล่าน่าเบื่อหน่าย เป็นทุกข์เป็นโทษมหันต์ จิตคิดพิจารณาจนเบื่อหน่าย จิตดวงใดเข้าใจในสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างแจ่มแจ้งแทงตลอด เข้าใจความหมายของคำว่า นิพพาน หมายถึงจิตดวงนั้นสูญสิ้นจากการที่จะเกิดอีก เบื่อหน่ายแล้วจาก การเวียนเกิดเวียนตายอย่างแท้จริง นั่นแหละจิตดวงนั้นแจ้งแล้วด้วยปัญญา วิปัสสนา...แปลว่าคิดพิจารณา คิดพิจารณาในเรื่องของต้นเหตุแห่งความ ทุกข์ทั้งปวง พิจารณาไปพิจารณามาจนรู้แจ้งด้วยสติปัญญา เห็นแจ้งตามที่ พระพุทธเจ้าสอน เบื่อโลกแล้วนั่นแหละเรียกว่า ญาณ ต่อท้ายคำว่า วิปัสสนา รวมเป็นคำว่าวิปัสสนาญาณ ใครพิจารณาได้...รู้ได้เพียงแค่นี้ก็นิพพานได้แล้วในยุคปัจจุบันนี้ยิ่งง่ายมากๆ เพราะพระพุทธเจ้าสอนไว้หมดจดดีแล้ว แค่คิดตามทุกวันทุกคืนจนกว่าจะตายจากความเป็นคน แค่นี้แหละ...นิพพานแล้วล่ะ มนุษย์เอ๋ย..   เวลานี้ศาสนาแห่งพุทธะสมณะโคดมยังคงอยู่ รวมทั้งคำสอนแห่งพุทธะยังคงปรากฏแจ้งชัดอยู่ เป็นความรู้แจ้งโลก เป็นไปเพื่อการออกจากความทุกข์อย่างแท้จริง ยังแจ้งประจักษ์ชัดเจนแก่จิตผู้เปิดรับ แล้วใยมนุษย์ทั้งหลายจะมัวยื้อแย่งแข่งขันกัน เสาะแสวงหาวิธีการออกจากทุกข์ให้มีขั้นตอนยุ่งยากอยู่เล่ามนุษย์เอ๋ย...  ถ้าเธอทั้งหลายเคยพร่ำพรรณนาว่า ...เราเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า ขอเป็นผู้เดินตามทางแห่งพระพุทธองค์ที่ชี้นำทางไว้ดีแล้ว เราจะมีความศรัทธาและเชื่อมั่นในแก่นธรรมคำสอนนั้น แล้วตั้งจิตคิดพิจารณาตามทุกๆ วัน จิตของพวกเธอทั้งหลายก็จะมีสติ มีปัญญา รู้ในรู้ รู้แจ้งได้ด้วยตนเองว่า นิพพานชาตินี้ เพียงเท่านี้จิตของเธอก็จะได้ชื่อว่า อรหันต์สาวก ผู้หลุดพ้นเพราะเดินตามเส้นทางที่เหล่า พุทธะบอกสูตรสำเร็จไว้ให้ทั้งหมดแล้วลูกเอ้ย... โสดาบัน, สกิทาคามี, อนาคามี เป็นเพียงเครื่องมือวัดจิต ของผู้ที่มีความเคารพในพุทธศาสนาเท่านั้น และเป็นเครื่องล่อให้จิตของผู้ที่เข้าสู่ความดีได้แล้ว ข้ามขั้นตอนแต่ละขั้นตอน จนกระทั่งก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งชัยชนะในกามภพ(โลก)ได้แล้วนั่นแหละ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า อรหันต์ แปลว่า ผู้ละจากสังโยชน์เครื่องร้อยรัดสัตว์โลก ให้ติดอยู่ในภพชาติแห่งการเวียน ว่ายตายเกิดได้อย่างสิ้นเชิงลูกเอ้ย... เพียงแค่นี้กับคำว่า โสดาบัน, สกิทาคามี, อนาคามี, อรหันต์ และคำว่า นิพพาน บรรลุธรรม, รู้แจ้งโลก, ดวงตาเห็นธรรม ชาวพุทธที่เป็นพุทธะไทยแท้ๆ ก็ควรจะเรียนรู้ในภาษาไทยให้ถูกต้องในความหมาย ถึงจะเข้าใจในคำว่า รู้แจ้งแทงตลอด ลูกเอ้ย...   ส่วนลูกพ่อที่เกิดเป็นชาวคริสต์  อิสลามที่ยังยึดมั่นถือมั่นเฉพาะศาสดา ของตน ก็จงแปลเปลี่ยนคำตั้งจิตอธิษฐานนี้ ให้กล่าวถึงเฉพาะศาสดาที่ตนตั้ง มั่นมั่นคงอย่างแท้จริงต่อไป...

      ..ขออาราธนาพลังบุญความดี รัศมีกำลังฤทธิ์ สิทธิอำนาจเฉียบ ขาดฉับพลัน ของพระผู้เป็นเจ้าพร้อมอดีตพระศาสดาทุกๆ พระองค์รวมกัน กลั่นเป็นดวงบุญใสใหญ่ โตมโหฬารมหาศาล เปี่ยมล้นด้วยพลังบุญพลังปัญญา ราดรดลงมาสู่จิตของลูก ขอให้จิตของลูกมีพลังบุญพลังปัญญา มีความเข้มแข็ง กล้าหาญอดทนตลอดไป ลูกขอพ้นจากความทุกข์ในชาตินี้เท่านั้น ลูกไม่ขอ เกิดอีกแล้ว เพราะการเกิดมีแต่ความทุกข์ ต้องแก่ เจ็บ ตายไปในที่สุด ทุก สิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับสลายไปในที่สุด ทุกสิ่งเป็นเพียงสมมุติ โลกนี้ว่างเปล่า ถ้าลูกถึงอายุขัยถึงวันตายเมื่อใด ลูกขอไปอยู่กับพระผู้เป็นเจ้า บนแดนทิพย์อมตะสุขสวรรค์นิรันดรในชาตินี้ด้วยเทอญ..”

        จงตั้งจิต ทุกวัน ทุกคืน ตามนี้อย่าเปลี่ยนแปลง จนกว่ากำลังใจของพวกเจ้าจะมั่นคง ส่วนลูกคนไหนที่มั่นจิตมั่นใจสูงสุดแล้ว จิตมันจะเบื่อหน่ายคลาย กำหนัดทุกสิ่งทุกอย่างในโลก นั่นแหละไม่ต้องตั้งจิตอธิษฐานแล้ว จิตมันจะทำหน้าที่ โดยอัตโนมัติลูกเอ้ย...   จงเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม  ลูกรักทั้งหลาย พ่อขอเพิ่มเติมเสริมแต่ง เรื่องกฎแห่งกรรมให้ได้เข้าใจกัน ให้มากยิ่งขึ้นอีกเล็กน้อย สิ่งใดๆ ก็ตาม ที่พวกเจ้าได้เคยทำเอาไว้ในอดีตชาติ ที่เรียกว่า บุญความดี และความไม่ดี(บาป) รวมๆ แล้วเรียกว่า กรรม กรรมแปลว่าการกระทำ กรรมดี และไม่ ดี ทั้งสองอย่างนี้ย่อมติดตามส่งผลใน ชาติปัจจุบันนี้ สิ่งไหนที่ทำให้พวกเจ้าเป็นสุขนั่นคือกรรมดีส่งผล สิ่งไหนที่ทำให้จิตใจของเจ้าเป็นทุกข์ นั่นแหละกรรมไม่ดีส่งผล รวมแล้วในชีวิตหนึ่งชาติหนึ่งของ การเกิด แก่ เจ็บ ตายของพวกเจ้า ก็มีได้แค่สุขกับทุกข์เพียงเท่านี้ และในความเป็นจริงที่สุดก็คือ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมยามใดที่กรรมไม่ดีส่งผล เจ้าก็เป็นทุกข์ปาณว่าจะขาดใจ น้ำตารินไหลเป็นสายน้ำ ยามใดที่จิตเป็นสุขก็หลงลืมความทุกข์เสียจนสิ้น เกิดและตายเป็นอาจิณ หลงลืมสิ้นว่าสุดท้าย..ได้อะไร จะรวยหรือจน ผู้ดีหรือไพร่ สุดท้ายก็ตายหมดสิ้น ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา จงรู้จักปล่อยสละละวางในทุกสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน จงทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเป็นชาติสุดท้าย และจงอดทนให้ถึงที่สุด และตั้งจิตคิดพิจารณาเพื่อหนีความสุขความทุกข์ให้ได้ ตามตำราเล่มนี้ หลังจากนั้นเมื่อรูปร่างกายของเจ้าสลายตายไปเมื่อใด ก็จงนำจิตกลับคืนสู่แดนทิพย์อมตะสุขตลอดกาล สถานที่จิตเดิมจิตแท้ของพวกเจ้าพากันจากมา..นะลูกเอ้ย...

 


Online: 3 Visits: 407,400 Today: 206 PageView/Month: 13,245